วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กลอนวันพ่อ


ชายคนหนึ่งผู้ซึ่งให้ชีวิต
ผู้เลี้ยงดูด้วยดวงจิตไม่แปรผัน
มอบความรักความอบอุ่นอยู่ทุกวัน
สู้ฝ่าฟันอุปสรรคเพราะรักใคร...

แม้จะเหนื่อย จะล้า มิเคยบ่น
สู้อดทน แม้งานหนัก ยังยิ้มได้
ด้วยเพราะมีลูกน้อยเป็นกำลังใจ
เหนื่อยเท่าไหร่พ่อไม่ท้อเพียงขอ....ลูกสบาย

ลูกทุกคนควรระลึกนึกคุณพ่อ
ผู้ถักทอร้อยรักถักเป็นสาย
พ่อทุ่มเททั้ชีวิตอุทิศทั้งใจกาย
ด้วยมุ่งหมายรักลูกผูกฤดี

กตัญญูกตเวทีมีค่าล้ำ
ลูกน้อมนำหลักธรรมนำวิถี
รู้คุณพ่อทดแทนคุณอุ่นชีวี
สิบนิ้วนี้พนมกราบระลึกคุณ

ประวัติรัฐธรรมนูญ

ประวัติของรัฐธรรมนูญ


ความหมายของรัฐธรรมนูญ 
1. บุคคลที่เสนอให้ใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” คือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งทรงมีความเห็นว่า ธรรมนูญเป็นคำสามัญ ฟังไม่เหมาะกับที่จะเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ

2. คำว่า “รัฐ” ในทางวิชาการ ถือว่าต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  • ดินแดน
  • ประชาชน
  • อำนาจอธิปไตย
  • รัฐบาล
3. สังคมทั้งหลายต้องมีรัฐธรรมนูญ เพียงแต่อาจไม่เรียกว่ารัฐธรรมนูญเท่านั้น แม้ในประเทศไทยเมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังไม่รู้จักคำว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป คงเรียกเพียงว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2475”

4. รัฐธรรมนูญ เป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายประเภทหนึ่ง มีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศอย่างกว้างๆ สำหรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึงกฎหมายสาขามหาชนที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองของรัฐ

5. กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นคำที่กว้างกว่ารัฐธรรมนูญ เนื่องจาก

  • คลุมถึงรัฐธรรมนูญด้วย
  • คลุมถึงกฎเกณฑ์การปกครองประเทศที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
  • คลุมถึงกฎหมายทั้งหลายที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองใดสถาบันการเมืองหนึ่งด้วย
6. ความคล้ายคลึงระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบเกี่ยวกับการเมืองการปกครองคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนกรายละเอียดมากกว่า

7. ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมีทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

8. กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีส่วนคล้ายกับกฎหมายปกครองที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบการปกครองรัฐ แต่ก็มีความแตกต่างในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. ในด้านเนื้อหา กฎหมายรัฐธรรมนูญวางระเบียบการปกครองรัฐในระดับสูงและกว้างขวางมากกว่ากฎหมายปกครอง ในขณะที่กฎหมายปกครองวางระเบียบรัฐในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
  2. ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างราษฎรกับรัฐ กฎหมายรัฐธรรมนูญแสดงความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับราษฎรในรูปของกลุ่มราษฎรเป็นส่วนรวม ในขณะที่กฎหมายปกครองแสดงความเกี่ยวพันระหว่างราษฎรเป็นรายบุคคลกับรัฐ
  3. ในด้านฐานะของกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายปกครอง
ประวัติแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 
1. การศึกษาแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ควรศึกษาจากประวัติหรือเหตุการณ์ใน 4 สมัย

2. สมัยแรก (ก่อนปี ค.ศ.1758 ซึ่งเป็นปีที่มีการใช้มหาบัตร Magna Carta ในอังกฤษ)
  • กฎหมายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การปกครองประเทศมีลักษณะเลื่อนลอย มีบัญญัติไว้บ้าง เป็นจารีตประเพณี บ้าง เป็นโองการของกษัตริย์บ้าง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะราชาธิปไตยโดยแท้
3. สมัยที่สอง (ปี ค.ศ.1758 – ปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา)
  • รัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เป็นกฎหมายที่จำกัดอำนาจของผู้ปกครอง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะเป็นอภิชนาธิปไตย (Oligarchy)
4. สมัยที่สาม (ปี ค.ศ.1776 – ปี พ.ศ.2488 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2)
  • มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสมัยที่สามนี้มากมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เช่น

    * การจัดทำรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1789
    * การปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332)
    * การจัดทำรัฐธรรมนูญในเยอรมัน ในปี พ.ศ.2392
    * การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2475 
  • รัฐธรรมนูญสมัยนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร
  • ปลายสมัยนี้ ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปเกิดมีการต่อสู้ทางความคิดในเรื่องลัทธิการเมือง ระหว่างฝ่ายนิยมประชาธิปไตย และฝ่ายนิยมลัทธิเผด็จการในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาสซิสม์ นาซิสม์ และคอมมิวนิสต์
5. สมัยที่สี่ (ปี พ.ศ.2488 – ปัจจุบัน)
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ

    * ระดับภายในประเทศนั้น มีการแตกแยกออกเป็นหลายรัฐ เช่น เยอรมันตะวันตกและ เยอรมันตะวันออก เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นต้น
    * ระดับระหว่างประเทศนั้น เกิดองค์การสหประชาชาติ องค์การร่วมในระดับภูมิภาค
  • แนวความคิดในทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองแบบใหม่ (Modern Positive Law) เป็นที่ยอมรับมากขึ้น (คือการผสมผสานแนวคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองและกฎหมายฝ่ายธรรมชาติเข้าด้วยกัน)
  • แนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

    * การแบ่งแยกอำนาจแบบเคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบประธานาธิบดี
    * การแบ่งแยกอำนาจแบบไม่เคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบรัฐสภา
  • ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดใหม่คือ ควรเน้นการแบ่งแยกหน้าที่มากกว่า
ประเภทของรัฐธรรมนูญ 
1. ประโยชน์ของการแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะประเทศที่เกิดใหม่หรือเพิ่งได้เอกราชใหม่หรือคิดจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่

2. การแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับจะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแบ่ง เช่น
  1. การแบ่งแยกตามรูปแบบของรัฐบาล ถือกันว่าปัจจุบันเป็นหลักเกณฑ์นี้ล้าสมัยแล้ว
    - อริสโตเติล เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบเอกาธิปไตย รัฐธรรมนูญแบบ รัฐบาลของคณะบุคคล และรัฐธรรมนูญแบบรัฐบาลของบุคคล
    - มองเตสกิเออ เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญแบบ ราชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการนิยม
  2. การแบ่งแยกตามรูปของรัฐ
    - รัฐธรรมนูญของรัฐเดี่ยว - รัฐธรรมนูญของรัฐรวม
  3. การแบ่งแยกตามวิธีการบัญญัติ
    - รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร - รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  4. การแบ่งแยกตามวีการแก้ไข
    - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่าย - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขยาก
  5. การแบ่งแยกตามกำหนดเวลาในการใช้
    - รัฐธรรมนูญชั่วคราว - รัฐธรรมนูญถาวร
  6. การแบ่งแยกตามลักษณะของรัฐสภา
    - เป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง - เป็นสภาเดียวหรือสองสภา
  7. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายบริหาร
    - รัฐธรรมนูญตามระบบประธานาธิบดี - รัฐธรรมนูญตามระบบรัฐสภา
  8. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายตุลาการ
    - ฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายใดเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
3. ปัจจุบันได้เกิดความคิดใหม่ขึ้นว่า การแบ่งประเภทรัฐธรรมนูญควรแบ่งตามความเป็นจริง โดยพิจารณาถึงลักษณะการใช้รัฐธรรมนูญ หรือความมุ่งหมายในการมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
  1. รัฐธรรมนูญซึ่งมีกฎเกณฑ์ตรงต่อสภาพในสังคม (Normative Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีกฎเกณฑ์การปกครองสอดคล้องกับลักษณะสังคม
  2. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้เกินความเป็นจริง (Nominal Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่สมบูรณ์ แต่ยังขาดการปฏิบัติตามอย่างแท้จริง
  3. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้ตบตาคน (Semantic Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีลักษณะเผด็จการ
           

รัฐธรรมนูญ ฉบับ 1-18


ฉบับที่ 1  พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

มีจำนวน 39 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 5 เดือน 13 วัน
ที่มา : คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ฉบับที่ 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
มีจำนวน 68 มาตรา 
ระยะเวลาที่บังคับใช้ 13 ปี 4 เดือน 29 วัน
ที่มา : ของรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนตั้งคณะกรรมการยกร่าง จำนวน 9 คน
 แล้วให้ สภาอนุมัติ
ฉบับที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
มีจำนวน 96 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  1 ปี 5 เดือน 30 วัน
ที่มา : ส.ส.ประเภทที่ 2 เสนอร่างแล้วให้สภาอนุมัติ ( ยุคนี้ ส.ส. มี 2 ประเภท )
ฉบับที่ 4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว ) พุทธศักราช 2490 (ฉบับใต้ตุ่ม )
มีจำนวน 98 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 4 เดือน 14 วัน
ที่มา : คณะรัฐประหาร นำโดย จอมพล ผิน ชุณหวัณ ( บิดา พล.อ ชาติชาย ชุณหวัณ )
มี หลวง กาจ เก่งระดมยิง เป็นผู้ร่าง แล้วนำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำ จึงเป็นที่มา ฉบับใต้ตุ่ม 
ฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
มีจำนวน 188 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  2 ปี 8 เดือน 6 วัน
ที่มา :  สภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 คนยกร่างจัดทำแล้วให้สภาอนุมัติ (สสร.1 )
ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 
แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495
มีจำนวน  123 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 6 ปี 7 เดือน 12 วัน
ที่มา :  จอมพล ป. นายกฯ เสนอร่าง ให้สภาอนุมัติ
ฉบับที่ 7ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
มีจำนวน 20 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 9 ปี 4 เดือน 23 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ฉบับที่ 8 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
มีจำนวน 183 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี 4 เดือน 28 วัน
ที่มา :  สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 240 คน ยกร่าง และอนุมัติ ( สสร. 2 )
ฉบับที่ 9:ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
มีจำนวน 23 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  1 ปี 9 เดือน 22 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ โดย จอมพล ถนอม กิตติขจร
ฉบับที่ 10 :  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
มีจำนวน 238 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  2 ปี
ที่มา :  คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 24 คน 
( จากสมัชาแห่งชาติ ) ยกร่างแล้วเสนอคณะรัฐมนตรี และสภา
ฉบับที่ 11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
มีจำนวน  29 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 11 เดือน 28 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ประกาศใช้
ฉบับที่ 12 :  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
มีจำนวน  32 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 1 เดือน 13 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย พล.ร.อ สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารซ้ำอีกรอบ
ฉบับที่ 13 :รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
มีจำนวน 206 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 12 ปี 2 เดือน 1วัน
ที่มา : สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) ตั้งคณะกรรมการยกร่าง และอนุมัติ
ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
มีจำนวน  33  มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  8 เดือน 8 วัน 
ที่มา : คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( รสช.) นำโดย พล.อ สุนทร คงสมพงษ์
ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
มีจำนวน  223 มาตรา 
ระยะเวลาบังคับใช้  5 ปี 10 เดือน 2 วัน
ที่มา : สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช. ที่ตั้งโดย รสช.)
ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
มีจำนวน 336 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  8 ปี 10 เดือน 9 วัน
ที่มา :  รัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 15 โดยแก้ไข มาตรา 211 
ให้มี สสร.จำนวน 99 คน ยกร่างและให้สภาอนุมัติ ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา 
เป็นนายกฯ (สสร.3 )
ฉบับที่ 17 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ( ชั่วคราว )
พุทธศักราช 2549
มีจำนวน 39 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 11 เดือน 5 วัน ( บังคับใช้เมื่อ 19 ก.ย 2549 - 24 ส.ค.2550 )
ที่มา :  คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ( คมช.)
ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มีจำนวน 309 มาตรา
บังคับใช้เมื่อ 24 สิงหาคม 2550 ถึง ปัจจุบัน.......
ที่มา สสร.จากการแต่งตั้งของ คมช. จำนวน 100 คน ยกร่าง  และให้สภาอนุมัติ 
และให้ประชาชน ลงประชามติ (สสร.4 )