วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติรัฐธรรมนูญ

ประวัติของรัฐธรรมนูญ


ความหมายของรัฐธรรมนูญ 
1. บุคคลที่เสนอให้ใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” คือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งทรงมีความเห็นว่า ธรรมนูญเป็นคำสามัญ ฟังไม่เหมาะกับที่จะเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ

2. คำว่า “รัฐ” ในทางวิชาการ ถือว่าต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  • ดินแดน
  • ประชาชน
  • อำนาจอธิปไตย
  • รัฐบาล
3. สังคมทั้งหลายต้องมีรัฐธรรมนูญ เพียงแต่อาจไม่เรียกว่ารัฐธรรมนูญเท่านั้น แม้ในประเทศไทยเมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังไม่รู้จักคำว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป คงเรียกเพียงว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2475”

4. รัฐธรรมนูญ เป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายประเภทหนึ่ง มีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศอย่างกว้างๆ สำหรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึงกฎหมายสาขามหาชนที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองของรัฐ

5. กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นคำที่กว้างกว่ารัฐธรรมนูญ เนื่องจาก

  • คลุมถึงรัฐธรรมนูญด้วย
  • คลุมถึงกฎเกณฑ์การปกครองประเทศที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
  • คลุมถึงกฎหมายทั้งหลายที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองใดสถาบันการเมืองหนึ่งด้วย
6. ความคล้ายคลึงระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบเกี่ยวกับการเมืองการปกครองคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนกรายละเอียดมากกว่า

7. ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมีทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

8. กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีส่วนคล้ายกับกฎหมายปกครองที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบการปกครองรัฐ แต่ก็มีความแตกต่างในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. ในด้านเนื้อหา กฎหมายรัฐธรรมนูญวางระเบียบการปกครองรัฐในระดับสูงและกว้างขวางมากกว่ากฎหมายปกครอง ในขณะที่กฎหมายปกครองวางระเบียบรัฐในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
  2. ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างราษฎรกับรัฐ กฎหมายรัฐธรรมนูญแสดงความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับราษฎรในรูปของกลุ่มราษฎรเป็นส่วนรวม ในขณะที่กฎหมายปกครองแสดงความเกี่ยวพันระหว่างราษฎรเป็นรายบุคคลกับรัฐ
  3. ในด้านฐานะของกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายปกครอง
ประวัติแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 
1. การศึกษาแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ควรศึกษาจากประวัติหรือเหตุการณ์ใน 4 สมัย

2. สมัยแรก (ก่อนปี ค.ศ.1758 ซึ่งเป็นปีที่มีการใช้มหาบัตร Magna Carta ในอังกฤษ)
  • กฎหมายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การปกครองประเทศมีลักษณะเลื่อนลอย มีบัญญัติไว้บ้าง เป็นจารีตประเพณี บ้าง เป็นโองการของกษัตริย์บ้าง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะราชาธิปไตยโดยแท้
3. สมัยที่สอง (ปี ค.ศ.1758 – ปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา)
  • รัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เป็นกฎหมายที่จำกัดอำนาจของผู้ปกครอง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะเป็นอภิชนาธิปไตย (Oligarchy)
4. สมัยที่สาม (ปี ค.ศ.1776 – ปี พ.ศ.2488 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2)
  • มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสมัยที่สามนี้มากมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เช่น

    * การจัดทำรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1789
    * การปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332)
    * การจัดทำรัฐธรรมนูญในเยอรมัน ในปี พ.ศ.2392
    * การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2475 
  • รัฐธรรมนูญสมัยนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร
  • ปลายสมัยนี้ ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปเกิดมีการต่อสู้ทางความคิดในเรื่องลัทธิการเมือง ระหว่างฝ่ายนิยมประชาธิปไตย และฝ่ายนิยมลัทธิเผด็จการในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาสซิสม์ นาซิสม์ และคอมมิวนิสต์
5. สมัยที่สี่ (ปี พ.ศ.2488 – ปัจจุบัน)
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ

    * ระดับภายในประเทศนั้น มีการแตกแยกออกเป็นหลายรัฐ เช่น เยอรมันตะวันตกและ เยอรมันตะวันออก เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นต้น
    * ระดับระหว่างประเทศนั้น เกิดองค์การสหประชาชาติ องค์การร่วมในระดับภูมิภาค
  • แนวความคิดในทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองแบบใหม่ (Modern Positive Law) เป็นที่ยอมรับมากขึ้น (คือการผสมผสานแนวคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองและกฎหมายฝ่ายธรรมชาติเข้าด้วยกัน)
  • แนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

    * การแบ่งแยกอำนาจแบบเคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบประธานาธิบดี
    * การแบ่งแยกอำนาจแบบไม่เคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบรัฐสภา
  • ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดใหม่คือ ควรเน้นการแบ่งแยกหน้าที่มากกว่า
ประเภทของรัฐธรรมนูญ 
1. ประโยชน์ของการแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะประเทศที่เกิดใหม่หรือเพิ่งได้เอกราชใหม่หรือคิดจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่

2. การแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับจะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแบ่ง เช่น
  1. การแบ่งแยกตามรูปแบบของรัฐบาล ถือกันว่าปัจจุบันเป็นหลักเกณฑ์นี้ล้าสมัยแล้ว
    - อริสโตเติล เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบเอกาธิปไตย รัฐธรรมนูญแบบ รัฐบาลของคณะบุคคล และรัฐธรรมนูญแบบรัฐบาลของบุคคล
    - มองเตสกิเออ เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญแบบ ราชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการนิยม
  2. การแบ่งแยกตามรูปของรัฐ
    - รัฐธรรมนูญของรัฐเดี่ยว - รัฐธรรมนูญของรัฐรวม
  3. การแบ่งแยกตามวิธีการบัญญัติ
    - รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร - รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  4. การแบ่งแยกตามวีการแก้ไข
    - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่าย - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขยาก
  5. การแบ่งแยกตามกำหนดเวลาในการใช้
    - รัฐธรรมนูญชั่วคราว - รัฐธรรมนูญถาวร
  6. การแบ่งแยกตามลักษณะของรัฐสภา
    - เป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง - เป็นสภาเดียวหรือสองสภา
  7. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายบริหาร
    - รัฐธรรมนูญตามระบบประธานาธิบดี - รัฐธรรมนูญตามระบบรัฐสภา
  8. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายตุลาการ
    - ฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายใดเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
3. ปัจจุบันได้เกิดความคิดใหม่ขึ้นว่า การแบ่งประเภทรัฐธรรมนูญควรแบ่งตามความเป็นจริง โดยพิจารณาถึงลักษณะการใช้รัฐธรรมนูญ หรือความมุ่งหมายในการมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
  1. รัฐธรรมนูญซึ่งมีกฎเกณฑ์ตรงต่อสภาพในสังคม (Normative Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีกฎเกณฑ์การปกครองสอดคล้องกับลักษณะสังคม
  2. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้เกินความเป็นจริง (Nominal Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่สมบูรณ์ แต่ยังขาดการปฏิบัติตามอย่างแท้จริง
  3. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้ตบตาคน (Semantic Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีลักษณะเผด็จการ
           

รัฐธรรมนูญ ฉบับ 1-18


ฉบับที่ 1  พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

มีจำนวน 39 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 5 เดือน 13 วัน
ที่มา : คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ฉบับที่ 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
มีจำนวน 68 มาตรา 
ระยะเวลาที่บังคับใช้ 13 ปี 4 เดือน 29 วัน
ที่มา : ของรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนตั้งคณะกรรมการยกร่าง จำนวน 9 คน
 แล้วให้ สภาอนุมัติ
ฉบับที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
มีจำนวน 96 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  1 ปี 5 เดือน 30 วัน
ที่มา : ส.ส.ประเภทที่ 2 เสนอร่างแล้วให้สภาอนุมัติ ( ยุคนี้ ส.ส. มี 2 ประเภท )
ฉบับที่ 4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว ) พุทธศักราช 2490 (ฉบับใต้ตุ่ม )
มีจำนวน 98 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 4 เดือน 14 วัน
ที่มา : คณะรัฐประหาร นำโดย จอมพล ผิน ชุณหวัณ ( บิดา พล.อ ชาติชาย ชุณหวัณ )
มี หลวง กาจ เก่งระดมยิง เป็นผู้ร่าง แล้วนำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำ จึงเป็นที่มา ฉบับใต้ตุ่ม 
ฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
มีจำนวน 188 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  2 ปี 8 เดือน 6 วัน
ที่มา :  สภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 คนยกร่างจัดทำแล้วให้สภาอนุมัติ (สสร.1 )
ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 
แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495
มีจำนวน  123 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 6 ปี 7 เดือน 12 วัน
ที่มา :  จอมพล ป. นายกฯ เสนอร่าง ให้สภาอนุมัติ
ฉบับที่ 7ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
มีจำนวน 20 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 9 ปี 4 เดือน 23 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ฉบับที่ 8 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
มีจำนวน 183 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี 4 เดือน 28 วัน
ที่มา :  สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 240 คน ยกร่าง และอนุมัติ ( สสร. 2 )
ฉบับที่ 9:ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
มีจำนวน 23 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  1 ปี 9 เดือน 22 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ โดย จอมพล ถนอม กิตติขจร
ฉบับที่ 10 :  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
มีจำนวน 238 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  2 ปี
ที่มา :  คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 24 คน 
( จากสมัชาแห่งชาติ ) ยกร่างแล้วเสนอคณะรัฐมนตรี และสภา
ฉบับที่ 11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
มีจำนวน  29 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 11 เดือน 28 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ประกาศใช้
ฉบับที่ 12 :  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
มีจำนวน  32 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 1 ปี 1 เดือน 13 วัน
ที่มา : คณะปฏิวัติ นำโดย พล.ร.อ สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารซ้ำอีกรอบ
ฉบับที่ 13 :รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
มีจำนวน 206 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 12 ปี 2 เดือน 1วัน
ที่มา : สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) ตั้งคณะกรรมการยกร่าง และอนุมัติ
ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
มีจำนวน  33  มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  8 เดือน 8 วัน 
ที่มา : คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( รสช.) นำโดย พล.อ สุนทร คงสมพงษ์
ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
มีจำนวน  223 มาตรา 
ระยะเวลาบังคับใช้  5 ปี 10 เดือน 2 วัน
ที่มา : สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช. ที่ตั้งโดย รสช.)
ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
มีจำนวน 336 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้  8 ปี 10 เดือน 9 วัน
ที่มา :  รัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 15 โดยแก้ไข มาตรา 211 
ให้มี สสร.จำนวน 99 คน ยกร่างและให้สภาอนุมัติ ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา 
เป็นนายกฯ (สสร.3 )
ฉบับที่ 17 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ( ชั่วคราว )
พุทธศักราช 2549
มีจำนวน 39 มาตรา
ระยะเวลาบังคับใช้ 11 เดือน 5 วัน ( บังคับใช้เมื่อ 19 ก.ย 2549 - 24 ส.ค.2550 )
ที่มา :  คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ( คมช.)
ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มีจำนวน 309 มาตรา
บังคับใช้เมื่อ 24 สิงหาคม 2550 ถึง ปัจจุบัน.......
ที่มา สสร.จากการแต่งตั้งของ คมช. จำนวน 100 คน ยกร่าง  และให้สภาอนุมัติ 
และให้ประชาชน ลงประชามติ (สสร.4 )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น